วิธีเปลี่ยนรายการคำสั่งซื้อใน Excel ให้เป็นกระบวนการหยิบสินค้า
หากคำสั่งซื้อของคุณอยู่ใน Excel อยู่แล้ว คุณอาจไม่จำเป็นต้องเลิกใช้สเปรดชีตเพียงเพื่อให้ทีมหยิบสินค้าได้ดีขึ้น
สำหรับคลังสินค้าขนาดเล็ก ผู้ค้าส่ง ผู้จัดการซื้อแบบรวมกลุ่ม ผู้จัดส่งอาหารสด และทีมอีคอมเมิร์ซจำนวนมาก ความยุ่งยากที่แท้จริงมักเริ่มขึ้นหลังจากข้อมูลคำสั่งซื้อพร้อมแล้ว นั่นคือมีคนพิมพ์สเปรดชีตออกมา ถือกระดาษเดินไปทั่วพื้นที่ทำงาน ไล่ตรวจทีละบรรทัดด้วยมือ แล้วค่อยกลับมากระทบยอดว่าทำอะไรเสร็จไปแล้วบ้าง
ก้าวแรกที่ใช้ได้จริงกว่า คือเก็บ Excel ไว้เป็นแหล่งข้อมูลคำสั่งซื้อเหมือนเดิม แล้วย้ายเฉพาะ ขั้นตอนการหยิบสินค้าจริง ไปสู่กระบวนการแบบดิจิทัล
พูดง่าย ๆ เส้นทางจะกลายเป็นแบบนี้
Excel หรือ CSV → งานหยิบสินค้าที่จัดเรียงแล้ว → คำแนะนำบนมือถือ → การยืนยันแบบดิจิทัล
สิ่งนี้ต่างจากการเปิดสเปรดชีตบนโทรศัพท์เฉย ๆ กระบวนการหยิบสินค้าที่ใช้ได้จริงควรบอกพนักงานว่าต้องทำอะไรต่อ เก็บข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจไว้ให้ครบ และทำให้เห็นชัดว่างานไหนเสร็จแล้ว
กระบวนการหยิบสินค้าจาก Excel หมายถึงอะไรกันแน่
กระบวนการหยิบสินค้าจาก Excel คือการใช้ข้อมูลคำสั่งซื้อที่อยู่ในสเปรดชีตอยู่แล้ว เป็นจุดเริ่มต้นของงานหยิบสินค้าหน้างาน
สเปรดชีตถูกออกแบบมาเพื่อจัดเก็บและจัดระเบียบข้อมูลเป็นหลัก แต่สิ่งที่พนักงานหยิบสินค้าต้องการคือคำสั่งที่ลงมือทำได้ทันที ในขณะที่ต้องเดินไปมาระหว่างสินค้า ชั้นวาง กล่อง หรือคำสั่งซื้อของลูกค้า
กระบวนการที่ใช้ได้จริงจึงต้องตอบคำถามพื้นฐานเหล่านี้ได้
- ต้องหยิบสินค้าอะไร
- หยิบจำนวนเท่าไร
- เป็นของคำสั่งซื้อหรือลูกค้ารายไหน
- มีสเปก หน่วยนับ หรือหมายเหตุอะไรที่ต้องรู้หรือไม่
- ขั้นต่อไปคืออะไร
- งานนี้ทำเสร็จไปแล้วหรือยัง
สิ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ ไม่ใช่รูปแบบไฟล์ แต่คือการเปลี่ยนจาก แถวของข้อมูล ให้กลายเป็น งานที่ทำตามและยืนยันได้
ตัวอย่างเช่น สเปรดชีตคำสั่งซื้ออาจมีหลายร้อยแถว แทนที่จะให้พนักงานไล่หาทีละแถวเอง กระบวนการแบบดิจิทัลสามารถจัดข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้เป็นลำดับงานหยิบสินค้า แล้วแสดงงานปัจจุบันบนอุปกรณ์มือถือ
ผลลัพธ์คือกระบวนการแบบนี้
Excel / CSV → นำเข้า → จัดเรียง → หยิบสินค้า → ยืนยัน → เสร็จสิ้น
เริ่มจากข้อมูลที่คุณมีอยู่แล้ว
ก่อนจะรื้อกระบวนการคำสั่งซื้อทั้งหมด ลองกลับไปดูสเปรดชีตที่คุณใช้อยู่ทุกวัน
ในธุรกิจจำนวนมาก ข้อมูลที่จำเป็นต่อการหยิบสินค้าอยู่ในนั้นเกือบครบแล้ว เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ทุกสเปรดชีตเหมือนกันหมด แต่คือการหาให้เจอว่าคอลัมน์ไหนมีความหมายต่อการทำงานจริง และทำให้ความหมายนั้นถูกตีความได้ตรงกันเสมอ
หาให้เจอว่าพนักงานต้องใช้ข้อมูลอะไรจริง ๆ
ขึ้นอยู่กับลักษณะงานของคุณ ข้อมูลที่มักได้ใช้ได้แก่
- เลขที่คำสั่งซื้อ
- ชื่อลูกค้า
- รหัสลูกค้า
- รหัสสินค้า
- ชื่อสินค้า
- สเปก
- จำนวน
- หน่วยนับ
- หมายเหตุของคำสั่งซื้อ
ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่ต้องใช้ครบทุกช่อง
ตัวอย่างเช่น การซื้อแบบรวมกลุ่มขนาดเล็กอาจสนใจแค่ลูกค้า สินค้า จำนวน และหมายเหตุ ส่วนผู้ค้าส่งมักพึ่งรหัสสินค้า สเปก หน่วยนับ และเลขที่คำสั่งซื้อมากกว่า
หน้าจอหยิบสินค้าที่ดีที่สุดมักไม่ใช่หน้าจอที่แสดงข้อมูลมากที่สุด แต่คือหน้าจอที่แสดงข้อมูลพอดีให้พนักงานตัดสินใจขั้นต่อไปได้ถูกต้อง
ให้แต่ละคอลัมน์มีความหมายเดียวที่ชัดเจน
สเปรดชีตจะเปลี่ยนเป็นกระบวนการดิจิทัลได้ง่ายขึ้นมาก เมื่อคอลัมน์มีความสม่ำเสมอ
ตัวอย่างเช่น
- ใส่จำนวนไว้ในคอลัมน์จำนวน ไม่ใช่ซ่อนไว้ในคำอธิบายสินค้า
- ใช้ชื่อหัวคอลัมน์ให้เหมือนกันทุกครั้ง
- แยกรหัสสินค้ากับชื่อสินค้าออกจากกัน เมื่อทั้งสองอย่างสำคัญ
- หลีกเลี่ยงการจัดหน้าที่พึ่งการผสานเซลล์หรือการจัดรูปแบบที่ทำไว้เพื่อพิมพ์เท่านั้น
- เก็บเลขที่คำสั่งซื้อและรหัสลูกค้าไว้ หากมีอยู่แล้ว
คุณไม่จำเป็นต้องสร้างฐานข้อมูลที่สมบูรณ์แบบก่อนจะทดลองใช้การหยิบสินค้าแบบดิจิทัล สิ่งที่ต้องมีคือความสม่ำเสมอมากพอที่กระบวนการจะเข้าใจได้ว่าค่าแต่ละค่าหมายถึงอะไร
เปลี่ยนแถวในสเปรดชีตให้เป็นงานที่ลงมือทำได้
นี่คือขั้นตอนที่แยกสเปรดชีตออกจากกระบวนการหยิบสินค้าที่แท้จริง
ชีต Excel ถูกจัดระเบียบเพื่อ ข้อมูล แต่กระบวนการหยิบสินค้าต้องถูกจัดระเบียบเพื่อ การลงมือทำ
สมมติว่าสเปรดชีตของคุณมีรายการคำสั่งซื้อ 200 บรรทัด การแสดงทั้ง 200 บรรทัดบนหน้าจอเล็ก ๆ ไม่ได้ทำให้กระบวนการเป็นดิจิทัลในความหมายที่มีประโยชน์ เพราะพนักงานยังต้องหาแถวที่ถูกต้อง ตีความเอง จำว่าทำถึงไหนแล้ว และตัดสินใจเองว่าต้องทำอะไรต่อ
ชั้นการทำงานที่ดีกว่าจะเปลี่ยนแถวเหล่านั้นให้เป็นลำดับ
งานแต่ละชิ้นอาจแสดงข้อมูลเหล่านี้
- สินค้าที่ต้องหยิบตอนนี้
- สเปก
- จำนวนที่ต้องการ
- ข้อมูลลูกค้าหรือคำสั่งซื้อที่เกี่ยวข้อง
- หมายเหตุที่เกี่ยวข้อง
- วิธียืนยันว่าทำเสร็จแล้วอย่างชัดเจน
จากนั้นกระบวนการก็เดินหน้าไปยังงานถัดไป
การจัดลำดับงานควรเป็นแบบไหนนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานของแต่ละที่
หยิบสินค้าทีละคำสั่งซื้อ
ในกระบวนการที่ยึดคำสั่งซื้อเป็นหลัก พนักงานจะเก็บสินค้าทั้งหมดของลูกค้าหรือคำสั่งซื้อหนึ่งรายให้ครบก่อน แล้วจึงไปรายถัดไป
วิธีนี้เข้าใจง่าย และเหมาะกับงานที่จัดการคำสั่งซื้อทีละราย
ข้อมูลทั้งหมดยังคงอยู่ในแถวของ Excel เหมือนเดิม แต่หน้าจอทำงานจะรวมเฉพาะบรรทัดที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งซื้อปัจจุบันมาแสดง
หยิบสินค้าข้ามหลายคำสั่งซื้อพร้อมกัน
ในอีกหลายกรณี การเดินกลับไปยังตำแหน่งสินค้าเดิมซ้ำ ๆ เพื่อคำสั่งซื้อคนละใบอาจไม่คุ้มเวลา
ข้อมูลชุดเดียวกันสามารถจัดใหม่ตามสินค้า หรือตามลำดับการทำงานแบบอื่น เพื่อให้พนักงานเก็บงานที่เกี่ยวข้องกันให้เสร็จในรอบเดียว แล้วค่อยแบ่งสินค้าไปยังคำสั่งซื้อปลายทางทีหลัง
วิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดสินค้า ผังพื้นที่ ปริมาณคำสั่งซื้อ และกระบวนการถัดไป ประเด็นสำคัญคือ ลำดับในสเปรดชีตไม่จำเป็นต้องเป็นลำดับการทำงานจริงหน้างาน
คำสั่งซื้อของคุณอยู่ใน Excel อยู่แล้วใช่ไหม ดูว่า SortingGo ทำงานกับข้อมูลคำสั่งซื้อเดิมของคุณได้อย่างไร
ย้ายรายการหยิบสินค้าจากกระดาษไปสู่มือถือ
หลายธุรกิจที่ใช้สเปรดชีตนั้นเป็นดิจิทัลแล้วบนโต๊ะทำงาน แต่กลับไปใช้กระดาษเมื่อถึงพื้นที่คลังสินค้าหรือจุดแพ็กของ
กระบวนการมักหน้าตาแบบนี้
Excel → พิมพ์ → ถือกระดาษ → หาบรรทัด → หยิบสินค้า → ขีดด้วยปากกา → ทำซ้ำ
กระบวนการหยิบสินค้าบนมือถือจะเปลี่ยนเฉพาะขั้นตอนการลงมือทำ
Excel → นำเข้า → แสดงงาน → หยิบสินค้า → ยืนยันแบบดิจิทัล → งานถัดไป
| ขั้นตอนแบบกระดาษ | สิ่งที่ใช้แทนในกระบวนการดิจิทัล |
|---|---|
| พิมพ์สเปรดชีต | นำเข้าข้อมูลคำสั่งซื้อ |
| ไล่อ่านทีละแถวเอง | แสดงเป็นงานที่ลงมือทำได้ |
| ขีดด้วยปากกา | ยืนยันแบบดิจิทัล |
| หาบรรทัดถัดไปเอง | เดินหน้าไปยังงานถัดไป |
| กระทบยอดกับกระดาษทีหลัง | เก็บสถานะงานที่เสร็จไว้ในกระบวนการ |
นี่ไม่ได้แปลว่ากระบวนการแบบกระดาษไม่ดีเสมอไป กระดาษนั้นเรียบง่าย ทุกคนคุ้นเคย และแทบไม่ต้องตั้งค่าอะไรเลย
ข้อจำกัดจะปรากฏเมื่อรายการงานเริ่มติดตามยาก เช่น มีบรรทัดจำนวนมาก สินค้าซ้ำกันหลายรอบ คำสั่งซื้อเปลี่ยนแปลง มีลูกค้าหลายราย มีรอยขีดเขียนเต็มไปหมด หรือพนักงานต้องคอยสลับสายตาไปมาระหว่างรายการกับสินค้าในมือ
รายการหยิบสินค้าแบบดิจิทัลช่วยให้เห็นงานปัจจุบันและความคืบหน้าได้ชัดเจนขึ้น โดยไม่ต้องบังคับให้พนักงานไล่ดูทั้งสเปรดชีตระหว่างทำงานจริง
ถ้าคุณอยากคง Excel ไว้แบบเดิมทุกอย่าง ลองอ่านวิธีเลิกใช้กระดาษที่หน้างานโดยไม่ต้องเปลี่ยน Excel ซึ่งมองขั้นตอนเดียวกันจากอีกมุมหนึ่ง
เพิ่มคำแนะนำหน้างานโดยไม่ต้องสร้างระบบ WMS ทั้งระบบ
ระบบบริหารคลังสินค้า (WMS) ครอบคลุมมากกว่าการหยิบสินค้าอยู่มาก
ขึ้นอยู่กับตัวระบบ WMS อาจดูแลตั้งแต่การรับสินค้า สินค้าคงคลัง การจัดเก็บเข้าที่ การเติมสินค้า ตำแหน่งจัดเก็บในคลัง การเชื่อมต่อกับระบบอื่น การบริหารกำลังคน และกระบวนการอื่น ๆ ในคลังสินค้า
ความสามารถเหล่านี้สำคัญมากเมื่อธุรกิจเริ่มซับซ้อนขึ้น
แต่ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่เริ่มต้นด้วยปัญหานั้น
ทีมขนาดเล็กอาจรู้อยู่แล้วว่าคำสั่งซื้อมาจากไหน และคุ้นเคยกับการเตรียมข้อมูลใน Excel อยู่แล้ว คำถามเฉพาะหน้าของพวกเขาอาจเป็นแค่
เรามีคำสั่งซื้ออยู่แล้ว จะทำให้ขั้นตอนหยิบสินค้าจริง ๆ ติดตามได้ง่ายขึ้นอย่างไร
ในสถานการณ์แบบนี้ กระบวนการทำงานแบบเบา ๆ อาจเป็นขั้นกลางที่สมเหตุสมผล
ขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่เลือก ความสามารถที่มักได้ใช้ได้แก่
- การแสดงงานบนมือถือ
- การปรับลำดับการทำงานได้
- การยืนยันงานเสร็จแบบดิจิทัล
- คำแนะนำด้วยเสียง
- การตรวจสอบด้วยบาร์โค้ด
- การพิมพ์ฉลาก
เป้าหมายไม่ใช่การทำซ้ำทุกฟังก์ชันของ WMS แต่คือการแก้ปัญหาที่คุณมีอยู่จริง
การหยิบสินค้าด้วยเสียงช่วยได้ตรงไหน
การหยิบสินค้าแบบดิจิทัลไม่จำเป็นต้องหมายถึงการจ้องหน้าจอตลอดเวลา
ระหว่างทำงานจริง การสลับสายตาไปมาระหว่างชั้นวาง สินค้า ภาชนะ และโทรศัพท์ซ้ำ ๆ ทำให้จังหวะงานสะดุด คำแนะนำด้วยเสียงเป็นอีกวิธีหนึ่งในการส่งข้อมูล เช่น ชื่อสินค้า สเปก หรือจำนวน
ตัวอย่างเช่น พนักงานสามารถฟังงานปัจจุบัน หยิบสินค้า ยืนยัน แล้วไปยังงานถัดไป โดยพึ่งการอ่านรายการทั้งหมดน้อยลง
SortingGo ออกแบบมาสำหรับทีมที่มีข้อมูลคำสั่งซื้ออยู่ใน Excel หรือ CSV อยู่แล้ว และต้องการเปลี่ยนข้อมูลนั้นให้เป็นงานหยิบสินค้าหรือจัดแบ่งสินค้าบนมือถือ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกระบวนการและแพ็กเกจที่เลือก SortingGo ยังรองรับคำแนะนำด้วยเสียงและคำสั่งเสียงระหว่างหยิบสินค้าได้ด้วย
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฟีเจอร์ของ SortingGo
เสียงไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับทุกงาน แต่จะมีประโยชน์มากที่สุดเมื่อการลดการกดหน้าจอซ้ำ ๆ ช่วยให้งานหน้างานลื่นไหลขึ้น อ่านเพิ่มเติมได้ในคู่มือของเราเรื่องการหยิบสินค้าด้วยเสียง ว่าทำงานอย่างไร
ตัวอย่างจริงจาก Excel สู่การหยิบสินค้า
ลองดูธุรกิจขนาดเล็กที่มีข้อมูลคำสั่งซื้อแบบนี้
| คำสั่งซื้อ | ลูกค้า | สินค้า | จำนวน |
|---|---|---|---|
| A001 | ลูกค้า A | ชาเขียว | 2 |
| A001 | ลูกค้า A | คุกกี้ | 1 |
| A002 | ลูกค้า B | ชาเขียว | 3 |
หากใช้กระดาษ ก็คงพิมพ์สามบรรทัดนี้ออกมาแล้วไล่ทำจากบนลงล่าง
กระบวนการแบบดิจิทัลใช้ข้อมูลชุดเดียวกันได้ในอีกแบบหนึ่ง
- คำสั่งซื้อเข้ามาใน Excel สเปรดชีตยังคงเป็นแหล่งข้อมูลคำสั่งซื้อเหมือนเดิม
- ระบุหรือจับคู่คอลัมน์ที่ต้องใช้ กระบวนการจะรู้ว่าค่าไหนคือคำสั่งซื้อ ลูกค้า สินค้า และจำนวน
- จัดเรียงงานตามวิธีที่เลือก อาจทำทีละคำสั่งซื้อ หรือจัดตามลำดับอื่นที่เหมาะกับหน้างาน
- แสดงงานปัจจุบันบนอุปกรณ์มือถือ แทนที่จะไล่หาในสเปรดชีต พนักงานจะเห็นเฉพาะข้อมูลที่ต้องใช้ตอนนี้
- พนักงานหยิบสินค้าตามจำนวนที่กำหนด เช่น งานอาจระบุว่าลูกค้า A ต้องการชาเขียว 2 ชิ้น
- ยืนยันงาน บันทึกว่าเสร็จแล้วแบบดิจิทัล แทนการขีดบนกระดาษที่พิมพ์ออกมา
- กระบวนการเดินหน้าต่อ แสดงสินค้าหรือคำสั่งซื้อรายการถัดไป
ข้อมูลคำสั่งซื้อเดิมไม่ได้หายไปไหน สิ่งที่เปลี่ยนคือวิธีนำข้อมูลนั้นมาใช้ในขั้นตอนลงมือทำ
ความต่างตรงนี้สำคัญ การเปลี่ยนการหยิบสินค้าให้เป็นดิจิทัล ไม่เหมือนกับการเปลี่ยนทุกระบบก่อนหน้าและหลังจากนั้น
เมื่อไรควรใช้ Excel ต่อ และเมื่อไรควรพิจารณา WMS
ไม่มีเส้นแบ่งเดียวที่บอกว่าทุกธุรกิจควรเลิกใช้สเปรดชีตเมื่อไร
การตัดสินใจควรขึ้นอยู่กับปัญหาหน้างานที่คุณต้องแก้
Excel บวกกับการหยิบสินค้าแบบดิจิทัลเบา ๆ อาจเพียงพอ เมื่อ
- ข้อมูลคำสั่งซื้อมาจากกระบวนการสเปรดชีตที่ยังจัดการไหว
- ปัญหาหลักอยู่ที่การลงมือหยิบสินค้าหน้างาน
- ขนาดธุรกิจยังเล็กหรือโครงสร้างงานไม่ซับซ้อน
- คุณอยากทยอยเปลี่ยนเป็นดิจิทัล มากกว่าจะรื้อทั้งระบบพร้อมกัน
- ยังไม่จำเป็นต้องควบคุมสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์ที่ซับซ้อน
- คุณอยากทดลองกระบวนการหยิบสินค้าที่ดีขึ้น ก่อนตัดสินใจลงทุนกับระบบใหญ่
ระบบ WMS เต็มรูปแบบอาจเหมาะกว่า เมื่อ
- สินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์ข้ามหลายสถานที่เป็นหัวใจของธุรกิจ
- การรับสินค้า การจัดเก็บเข้าที่ และการเติมสินค้าต้องถูกควบคุมด้วยระบบอย่างเข้มงวด
- ต้องใช้ตรรกะการจัดการตำแหน่งจัดเก็บที่ซับซ้อน
- ต้องเชื่อมต่อกับระบบธุรกิจอื่นแบบเรียลไทม์ในระดับลึก
- การบริหารกำลังคนหรือระบบอัตโนมัติขั้นสูงกลายเป็นเรื่องสำคัญแล้ว
เครื่องมือหยิบสินค้าแบบเบากับ WMS ไม่จำเป็นต้องเป็นคำตอบที่แข่งกันของปัญหาเดียวกัน ทั้งสองทำงานคนละระดับขอบเขต
สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก คำถามที่มีประโยชน์ไม่ใช่
เราต้องใช้ระบบคลังสินค้าที่ครบเครื่องที่สุดหรือเปล่า
แต่คือ
การเปลี่ยนแปลงที่เล็กที่สุดและทำได้จริง ซึ่งแก้คอขวดตอนนี้ของเราคืออะไร
เช็กลิสต์สั้น ๆ ก่อนเปลี่ยนการหยิบสินค้าเป็นดิจิทัล
ก่อนเปลี่ยนเครื่องมือ ลองไล่ดูกระบวนการปัจจุบันของคุณอีกครั้ง
- ระบุไฟล์ Excel หรือ CSV ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลคำสั่งซื้อ
- ตัดสินใจว่าพนักงานต้องใช้คอลัมน์ไหนบ้างจริง ๆ
- ทำให้ความหมายของคอลัมน์สำคัญและจำนวนเป็นมาตรฐานเดียวกัน
- ตัดสินใจว่าจะทำงานตามคำสั่งซื้อ ตามสินค้า หรือตามลำดับอื่นเป็นหลัก
- ตัดสินใจว่าพนักงานจะยืนยันงานที่เสร็จแต่ละชิ้นอย่างไร
- ทดลองกระบวนการดิจิทัลกับงานชุดเล็ก ๆ ก่อน
- เปรียบเทียบกระบวนการดิจิทัลกับกระบวนการกระดาษที่ใช้อยู่
- จดไว้ว่าพนักงานยังต้องหยุด ค้นหา กรอกข้อมูลซ้ำ หรือทำงานซ้ำตรงจุดไหน
- เพิ่มระบบอัตโนมัติเมื่อมันแก้ปัญหาหน้างานที่มีอยู่จริงเท่านั้น
การเริ่มจากงานชุดเล็ก ๆ มีประโยชน์ เพราะช่วยให้คุณประเมินตัวกระบวนการได้ ก่อนจะไปเปลี่ยนงานส่วนใหญ่ของธุรกิจ
จาก Excel สู่กระบวนการหยิบสินค้าที่ใช้ได้จริง
คุณไม่จำเป็นต้องทิ้ง Excel เพื่อจะเลิกหยิบสินค้าจากกระดาษ
หากสเปรดชีตของคุณมีข้อมูลคำสั่งซื้อที่ใช้งานได้อยู่แล้ว ก้าวแรกที่ทำได้จริงคือเปลี่ยนแถวเหล่านั้นให้เป็นงานที่มีโครงสร้าง ซึ่งติดตามได้ง่ายกว่าในระหว่างหยิบสินค้าจริง
การเปลี่ยนผ่านนั้นตรงไปตรงมา
ข้อมูลคำสั่งซื้อที่มีอยู่ → งานที่มีโครงสร้าง → คำแนะนำบนมือถือ → การยืนยันแบบดิจิทัล
จากจุดนั้น คุณค่อยตัดสินใจได้ว่าความสามารถอย่างคำแนะนำด้วยเสียง ลำดับการหยิบสินค้าแบบต่าง ๆ การตรวจสอบด้วยบาร์โค้ด การพิมพ์ฉลาก หรือในอนาคตคือระบบคลังสินค้าที่ใหญ่ขึ้น จะช่วยแก้ปัญหาที่มีอยู่จริงในงานของคุณหรือไม่
SortingGo เป็นหนึ่งในวิธีสร้างสะพานเชื่อมนั้น สำหรับทีมที่ทำงานกับ Excel หรือ CSV อยู่แล้ว และต้องการกระบวนการบนมือถือสำหรับการหยิบและจัดแบ่งสินค้า