การหยิบสินค้าด้วยเสียงคืออะไร? คู่มือเบื้องต้นสำหรับคลังสินค้าขนาดเล็กและงานจัดส่ง

กระบวนการหยิบสินค้าด้วยเสียงสำหรับงานจัดส่งในคลังสินค้าขนาดเล็ก โดยใช้เสียงนำทางจากสมาร์ตโฟน

การหยิบสินค้าตามคำสั่งซื้อฟังดูเป็นเรื่องง่าย คืออ่านคำสั่งซื้อ หาสินค้า หยิบตามจำนวนที่ต้องการ ยืนยันว่าเสร็จแล้ว จากนั้นก็ทำรายการถัดไป

แต่เมื่อกระบวนการนี้ถูกทำซ้ำวันละหลายร้อยครั้ง ความไม่มีประสิทธิภาพเล็ก ๆ ก็จะสะสมขึ้นเรื่อย ๆ

พนักงานอาจต้องก้มดูใบหยิบสินค้าที่พิมพ์ออกมาตลอดเวลา ตรวจสอบตาราง Excel ถือโทรศัพท์ไปด้วยขณะจับสินค้า หรือเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานเพื่อดูว่ารายการถัดไปคืออะไร

การหยิบสินค้าด้วยเสียงเสนอแนวทางอีกแบบหนึ่ง

แทนที่จะพึ่งพาหน้าจอหรือใบรายการกระดาษเป็นหลัก พนักงานจะได้ยินคำสั่งเป็นเสียงพูด เช่น

"ชาเขียว 500 มิลลิลิตร จำนวน 6"

พนักงานหยิบสินค้า ยืนยันว่าเสร็จแล้ว แล้วไปต่อที่คำสั่งถัดไป

สำหรับคลังสินค้าขนาดใหญ่ การหยิบสินค้าด้วยเสียงมักถูกโยงเข้ากับระบบบริหารคลังสินค้า (WMS) หูฟังเฉพาะทาง และโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน

แต่กระบวนการที่ใช้เสียงนำทางไม่จำเป็นต้องเริ่มจากจุดนั้นเสมอไป

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่จัดการคำสั่งซื้อด้วย Excel อยู่แล้ว กระบวนการหยิบสินค้าด้วยเสียงบนสมาร์ตโฟนอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายกว่ามาก

การหยิบสินค้าด้วยเสียงคืออะไร

การหยิบสินค้าด้วยเสียง คือวิธีจัดการคำสั่งซื้อที่ใช้คำสั่งเสียงนำทางพนักงานในงานหยิบสินค้า จัดแบ่ง หรือกระจายสินค้า

แทนที่จะอ่านใบหยิบสินค้าหรือดูหน้าจอซ้ำ ๆ พนักงานจะฟังคำสั่งที่บอกว่าต้องทำอะไรต่อไป

คำสั่งทั่วไปอาจประกอบด้วย

  • ชื่อสินค้า
  • ข้อมูลจำเพาะของสินค้า
  • จำนวน
  • ลูกค้าหรือปลายทาง
  • หมายเหตุของคำสั่งซื้อ

กระบวนการพื้นฐานเป็นดังนี้

ข้อมูลคำสั่งซื้อ → คำสั่งเสียง → หยิบหรือจัดแบ่ง → ยืนยัน → รายการถัดไป

เป้าหมายนั้นเรียบง่าย

ลดเวลาที่พนักงานต้องมองหน้าจอหรือกระดาษขณะทำงานหน้างานจริง

การหยิบสินค้าด้วยเสียงทำงานอย่างไร

ระบบหยิบสินค้าด้วยเสียงต้องมีข้อมูลคำสั่งซื้อ และวิธีแปลงงานถัดไปให้เป็นคำสั่งเสียง

กระบวนการทั่วไปแบ่งเป็นห้าขั้นตอน

1. โหลดข้อมูลคำสั่งซื้อ

ระบบรับคำสั่งซื้อที่ต้องดำเนินการเข้ามาก่อน

แหล่งข้อมูลอาจแตกต่างกันไปตามลักษณะธุรกิจ เช่น

  • ระบบบริหารคลังสินค้า (WMS)
  • ระบบ ERP
  • แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
  • ไฟล์ CSV
  • ตาราง Excel

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก Excel ยังคงเป็นจุดเริ่มต้นที่ใช้งานได้จริงที่สุด

2. กำหนดลำดับการหยิบสินค้า

ระบบจะกำหนดว่าสินค้าหรือลูกค้ารายใดควรถูกดำเนินการเป็นลำดับถัดไป

ตัวอย่างเช่น

คำสั่งซื้อ 001
ลูกค้า: Green Market
สินค้า: น้ำแอปเปิล
จำนวน: 6 ขวด

3. อ่านคำสั่งออกมาเป็นเสียง

ระบบแปลงข้อมูลให้กลายเป็นคำสั่งเสียง

ตัวอย่างเช่น

"Green Market น้ำแอปเปิล จำนวน 6 ขวด"

พนักงานฟังคำสั่งได้จากลำโพงโทรศัพท์หรือหูฟังที่รองรับ

4. ทำงานให้เสร็จและยืนยัน

หลังจากหยิบหรือแบ่งสินค้าครบตามจำนวนแล้ว พนักงานจะยืนยันว่างานเสร็จสิ้น

วิธียืนยันขึ้นอยู่กับระบบ เช่น

  • ปุ่มบนหน้าจอสัมผัส
  • ปุ่มกดบนหูฟัง
  • คำสั่งเสียง

5. ไปต่อโดยอัตโนมัติ

เมื่อยืนยันแล้ว ระบบจะเลื่อนไปยังงานถัดไปและอ่านคำสั่งใหม่ให้ฟัง

กระบวนการจึงกลายเป็น

ฟัง → หยิบ → ยืนยัน → ฟัง → หยิบ → ยืนยัน

นี่คือเหตุผลที่การใช้เสียงนำทางเหมาะกับงานจัดส่งที่ต้องทำซ้ำ ๆ

การหยิบสินค้าด้วยเสียงกับการใช้กระดาษ

การหยิบสินค้าด้วยกระดาษยังพบได้ทั่วไป โดยเฉพาะในคลังสินค้าขนาดเล็ก ธุรกิจค้าส่ง งานกระจายอาหาร และทีมอีคอมเมิร์ซขนาดเล็ก

วิธีนี้เข้าใจง่ายและแทบไม่ต้องใช้เทคโนโลยีใด ๆ

แต่กระดาษก็มีข้อจำกัดในทางปฏิบัติเช่นกัน

การหยิบสินค้าด้วยกระดาษ การหยิบสินค้าโดยใช้เสียงนำทาง
พนักงานต้องอ่านใบรายการที่พิมพ์ซ้ำ ๆ พนักงานฟังคำสั่งถัดไป
อาจต้องใช้มือข้างหนึ่งถือกระดาษ มือทั้งสองข้างว่างสำหรับจับสินค้ามากขึ้น
ความคืบหน้าถูกทำเครื่องหมายด้วยมือ ความคืบหน้าถูกบันทึกแบบดิจิทัล
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอาจต้องพิมพ์ใหม่ อัปเดตข้อมูลได้โดยไม่ต้องพิมพ์เพิ่ม
งานที่เสร็จแล้วอาจต้องคีย์ซ้ำอีกครั้ง บันทึกสถานะเสร็จได้ระหว่างทำงาน
ใบรายการอาจสูญหายหรือชำรุด ข้อมูลงานยังอยู่ในแอปพลิเคชัน

นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกกระบวนการที่ใช้กระดาษควรถูกเปลี่ยนทันที

หากมีคำสั่งซื้อจำนวนน้อยมาก กระดาษก็อาจเพียงพออยู่แล้ว

คุณค่าของการทำงานแบบดิจิทัลหรือการใช้เสียงนำทางจะชัดเจนขึ้นเมื่อปริมาณคำสั่งซื้อ ความหลากหลายของสินค้า และงานที่ต้องทำซ้ำเพิ่มมากขึ้น

ถ้าข้อมูลคำสั่งซื้อของคุณอยู่ในสเปรดชีตอยู่แล้ว ลองอ่านวิธีเลิกใช้กระดาษที่หน้างานโดยไม่ต้องเปลี่ยน Excel ว่าการเปลี่ยนผ่านนี้เริ่มได้จากตรงไหน

การหยิบสินค้าด้วยเสียงมีประโยชน์อย่างไร

1. ดูหน้าจอน้อยลง

พนักงานไม่ต้องมองโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ในทุกคำสั่ง

สินค้า ลูกค้า หรือจำนวนถัดไปสามารถถูกอ่านออกมาโดยอัตโนมัติ

สิ่งนี้มีประโยชน์มากเมื่อพนักงานต้องเดินไปมาระหว่างชั้นวาง กล่อง ตะกร้า ตู้แช่ หรือโต๊ะเตรียมสินค้า

2. มีมือว่างสำหรับงานจริงมากขึ้น

การหยิบและจัดแบ่งสินค้าเป็นงานที่ต้องใช้ร่างกาย

พนักงานอาจต้องใช้มือทั้งสองข้างเพื่อ

  • ยกสินค้า
  • เปิดกล่อง
  • ย้ายตะกร้า
  • นับจำนวน
  • แพ็กคำสั่งซื้อ
  • จัดการภาชนะอาหาร
  • ติดฉลาก

การลดความจำเป็นที่ต้องถือใบรายการหรือโทรศัพท์ตลอดเวลา ช่วยให้การทำงานลื่นไหลเป็นธรรมชาติมากขึ้น

3. พึ่งพาใบหยิบสินค้าที่พิมพ์ออกมาน้อยลง

หากข้อมูลคำสั่งซื้ออยู่ในรูปดิจิทัลอยู่แล้ว การพิมพ์ออกมาเพียงเพื่อถือติดตัวไปหน้างานก็เท่ากับเพิ่มขั้นตอนอีกหนึ่งขั้น

กระบวนการแบบดิจิทัลสามารถใช้ข้อมูลคำสั่งซื้อที่มีอยู่ได้โดยตรง

4. คำสั่งแบบทีละขั้นที่ชัดเจนขึ้น

เสียงนำทางจะแสดงงานทีละรายการ

แทนที่จะกวาดสายตาไปทั้งตารางใหญ่เพื่อหาว่าแถวถัดไปคือแถวใด พนักงานสามารถโฟกัสกับคำสั่งตรงหน้าได้

5. ติดตามความคืบหน้าได้ง่ายขึ้น

กระบวนการหยิบสินค้าแบบดิจิทัลสามารถบันทึกได้ว่างานใดยังไม่ทำ กำลังทำ หรือทำเสร็จแล้ว

หากงานถูกขัดจังหวะ ผู้ปฏิบัติงานก็กลับมาทำต่อได้ โดยไม่ต้องพยายามนึกว่าบนกระดาษทำถึงตรงไหนแล้ว

จำเป็นต้องมี WMS หรือไม่

ไม่จำเป็นเสมอไป

ระบบบริหารคลังสินค้า (WMS) มีคุณค่าอย่างมากสำหรับคลังสินค้าที่ต้องการความสามารถ เช่น

  • การจัดการสต็อกแบบเรียลไทม์
  • การจัดการตำแหน่งจัดเก็บ
  • การติดตามด้วยบาร์โค้ด
  • การประสานงานหลายคลังสินค้า
  • การมอบหมายงานให้พนักงาน
  • การเติมสินค้าขั้นสูง
  • การเชื่อมต่อกับ ERP
  • การวิเคราะห์คลังสินค้าอย่างละเอียด

สำหรับการดำเนินงานที่ซับซ้อน WMS อาจเป็นทางออกที่เหมาะสม

แต่ไม่ใช่ทุกธุรกิจจะอยู่ในระดับนั้น

ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากยังคงใช้กระบวนการแบบนี้

คำสั่งซื้อ
↓
Excel
↓
พิมพ์ออกมา
↓
หยิบ / จัดแบ่ง
↓
ยืนยันด้วยมือ

สำหรับธุรกิจเหล่านี้ การปรับปรุงขั้นแรกไม่จำเป็นต้องเป็นระบบบริหารคลังสินค้าแบบเต็มรูปแบบ

กระบวนการที่เบากว่าอาจเป็นแบบนี้

คำสั่งซื้อ
↓
Excel
↓
แอปหยิบสินค้าบนมือถือ
↓
เสียงนำทาง
↓
หยิบ / จัดแบ่ง
↓
บันทึกเสร็จสิ้นแบบดิจิทัล

วิธีนี้ช่วยให้ธุรกิจปรับปรุงกระบวนการหยิบสินค้าได้ โดยยังใช้ไฟล์ Excel ที่คุ้นเคยอยู่ต่อไป

ระบบเสียงแบบดั้งเดิมกับการใช้สมาร์ตโฟน

ระบบหยิบสินค้าด้วยเสียงระดับองค์กรแบบดั้งเดิมมักถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานคลังสินค้าขนาดใหญ่

ระบบเหล่านี้อาจเชื่อมต่อกับ

  • แพลตฟอร์ม WMS
  • เซิร์ฟเวอร์ในคลังสินค้า
  • อุปกรณ์สวมใส่เฉพาะทาง
  • หูฟังระดับอุตสาหกรรม
  • ระบบบาร์โค้ด
  • โครงข่ายไร้สายระดับองค์กร

สำหรับศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ แนวทางนี้สมเหตุสมผล

แต่ธุรกิจขนาดเล็กมีจุดเริ่มต้นที่ต่างออกไป

พวกเขาอาจมีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว

  • โทรศัพท์ Android
  • ไฟล์คำสั่งซื้อ Excel
  • หูฟังบลูทูธ
  • คลังสินค้าหรือห้องเก็บของขนาดเล็ก
  • พนักงานไม่กี่คนที่ดูแลงานจัดส่ง

ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ สมาร์ตโฟนสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างไฟล์คำสั่งซื้อกับงานหยิบสินค้าจริงหน้างาน

เป้าหมายไม่ใช่การทำซ้ำทุกฟังก์ชันของ WMS ระดับองค์กร

แต่คือการแก้ปัญหาที่เล็กกว่าและอยู่ตรงหน้ามากกว่า

เราจะเปลี่ยนข้อมูลคำสั่งซื้อที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นกระบวนการหยิบสินค้าที่ชัดเจนและเร็วขึ้นได้อย่างไร

เริ่มต้นจาก Excel อย่างไร

หากธุรกิจของคุณจัดการคำสั่งซื้อด้วย Excel อยู่แล้ว คุณอาจไม่จำเป็นต้องสร้างกระบวนการจัดการคำสั่งซื้อขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

กระบวนการอย่างง่ายสามารถเริ่มจากตารางที่คุณใช้อยู่ได้เลย

ขั้นตอนที่ 1: เตรียมข้อมูลคำสั่งซื้อ

ไฟล์คำสั่งซื้อพื้นฐานอาจมีคอลัมน์ประมาณนี้

ลูกค้า สินค้า จำนวน ข้อมูลจำเพาะ หมายเหตุ
Green Market น้ำแอปเปิล 6 500 ml เก็บในที่เย็น
Sunrise Cafe นม 12 1 L ส่งก่อนเที่ยง
ABC Store ขนมปัง 8 โฮลวีต

ขั้นตอนที่ 2: นำเข้าไฟล์

นำไฟล์ Excel หรือ CSV เข้าสู่แอปพลิเคชันหยิบสินค้า

หากตารางของคุณใช้ชื่อคอลัมน์เอง ก็สามารถใช้การจับคู่ฟิลด์เพื่อเชื่อมคอลัมน์เดิมเข้ากับฟิลด์ที่กระบวนการหยิบสินค้าต้องการได้

ขั้นตอนที่ 3: เลือกวิธีการทำงาน

แต่ละธุรกิจอาจจัดระเบียบงานต่างกัน

สองวิธีที่พบบ่อยคือ

หยิบตามลูกค้า

ทำทีละลูกค้า และรวบรวมสินค้าทั้งหมดของคำสั่งซื้อนั้น

ลูกค้า A
├── สินค้า 1
├── สินค้า 2
└── สินค้า 3

ลูกค้า B
├── สินค้า 1
└── สินค้า 4

หรือ

จัดแบ่งตามสินค้า

หยิบสินค้าหนึ่งรายการ แล้วกระจายจำนวนที่ต้องการไปยังลูกค้าหลายราย

สินค้า 1
├── ลูกค้า A
├── ลูกค้า B
└── ลูกค้า C

สินค้า 2
├── ลูกค้า A
└── ลูกค้า D

วิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับผังหน้างานและลักษณะการทำงาน

ขั้นตอนที่ 4: เปิดใช้เสียงนำทาง

แทนที่จะให้พนักงานไล่อ่านทีละแถว แอปพลิเคชันจะอ่านงานปัจจุบันให้ฟัง

ตัวอย่างเช่น

"Sunrise Cafe นม หนึ่งลิตร จำนวน 12"

พนักงานทำงานให้เสร็จแล้วยืนยัน

ขั้นตอนที่ 5: ไปยังรายการถัดไป

เมื่อยืนยันแล้ว แอปพลิเคชันจะแสดงและอ่านงานถัดไปโดยอัตโนมัติ

ตารางจึงเปลี่ยนจากเอกสารที่อยู่นิ่ง ๆ ให้กลายเป็นกระบวนการทำงานที่ใช้ได้จริง

คำสั่งซื้อของคุณอยู่ใน Excel อยู่แล้วใช่ไหม ดูว่า SortingGo เปลี่ยนข้อมูลคำสั่งซื้อที่มีอยู่ให้เป็นชุดงานหยิบสินค้าที่มีเสียงนำทางได้อย่างไร

ตัวอย่าง: การหยิบสินค้าด้วยเสียงกับ SortingGo

SortingGo เป็นตัวอย่างหนึ่งของแนวทางแบบเบาที่ออกแบบมารองรับกระบวนการนี้

ธุรกิจไม่จำเป็นต้องสร้างฐานข้อมูลคลังสินค้าให้ครบก่อน เพราะ SortingGo ทำงานกับข้อมูลคำสั่งซื้อที่นำเข้าจาก ไฟล์ Excel หรือ CSV ได้เลย

กระบวนการโดยรวมเป็นดังนี้

Excel / CSV
     ↓
นำเข้าคำสั่งซื้อ
     ↓
สร้างชุดงานจัดแบ่ง
     ↓
เลือกโหมดหยิบหรือกระจาย
     ↓
เสียงนำทาง
     ↓
ทำงานให้เสร็จทีละรายการ
     ↓
ส่งออกผลลัพธ์

ระหว่างการจัดแบ่งหรือหยิบสินค้า SortingGo สามารถอ่านข้อมูลเหล่านี้ให้อัตโนมัติ

  • ลูกค้า
  • สินค้า
  • ข้อมูลจำเพาะ
  • จำนวน
  • หมายเหตุของคำสั่งซื้อ

ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำงานหนึ่งรายการให้เสร็จแล้วไปต่อได้ทันที โดยไม่ต้องไล่หาแถวในตารางซ้ำ ๆ

SortingGo ยังรองรับการจับคู่ฟิลด์ Excel แบบกำหนดเอง โหมดหยิบและกระจายสินค้า การกู้คืนความคืบหน้าของงาน การจัดลำดับเส้นทาง และการสั่งงานด้วยเสียงตามแพ็กเกจที่เลือกใช้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หน้าฟีเจอร์ของ SortingGo

แนวคิดนี้ไม่ได้ตั้งใจแทนที่ทุกฟังก์ชันของ WMS

แต่ต้องการเป็นสะพานที่ใช้งานได้จริงระหว่าง

"เราจัดการคำสั่งซื้อด้วย Excel"

กับ

"เราอยากได้กระบวนการหยิบสินค้าแบบดิจิทัลที่มีโครงสร้าง"

เหมาะกับงานแบบไหนบ้าง

กระบวนการที่ใช้เสียงนำทางไม่ได้จำกัดอยู่แค่คลังสินค้าขนาดใหญ่

งานขนาดเล็กที่พนักงานต้องเคลื่อนย้ายสินค้าตามข้อมูลคำสั่งซื้อซ้ำ ๆ ก็ได้ประโยชน์เช่นกัน

คลังสินค้าขนาดเล็ก

พนักงานได้ยินสินค้าและจำนวนถัดไปขณะเดินอยู่ระหว่างชั้นวาง

งานจัดส่งอีคอมเมิร์ซ

คำสั่งซื้อออนไลน์สามารถจัดเป็นชุดงานหยิบสินค้า แทนการทำจากใบคำสั่งซื้อที่พิมพ์ออกมาทีละใบ

การกระจายสินค้าค้าส่ง

เมื่อต้องจัดการคำสั่งซื้อของลูกค้าจำนวนมาก คำสั่งเสียงช่วยลดการตรวจสอบข้อมูลลูกค้าและสินค้าซ้ำ ๆ

การซื้อร่วมและคำสั่งซื้อของชุมชน

สินค้าชนิดเดียวอาจต้องถูกแบ่งให้ลูกค้าหลายราย

กระบวนการจัดแบ่งที่มีเสียงนำทางจะบอกได้ว่าลูกค้าแต่ละรายต้องได้รับจำนวนเท่าใด

การกระจายอาหาร

เมื่อพนักงานต้องจัดการอาหารแช่เย็น แช่แข็ง ของสด หรืออาหารบรรจุภัณฑ์ การมีมือว่างสำหรับงานจริงยิ่งมีประโยชน์เป็นพิเศษ

การเตรียมและแบ่งอาหารในธุรกิจร้านอาหาร

ครัวกลาง ร้านอาหาร และทีมเตรียมอาหาร สามารถใช้ข้อมูลคำสั่งซื้อนำทางการแบ่งวัตถุดิบ กล่องอาหาร หรือสินค้าสำเร็จรูปได้

เมื่อไรที่อาจยังไม่จำเป็น

การหยิบสินค้าด้วยเสียงไม่ได้ดีกว่าโดยอัตโนมัติสำหรับทุกธุรกิจ

หากคุณมีคำสั่งซื้อเพียงไม่กี่รายการต่อวันและไม่ซับซ้อน ใบรายการกระดาษก็อาจเพียงพอแล้ว

กระบวนการที่ใช้เสียงนำทางจะน่าพิจารณามากขึ้นเมื่อคุณเริ่มเจอปัญหาเหล่านี้

  • พนักงานต้องมองสลับไปมาระหว่างสินค้ากับกระดาษตลอดเวลา
  • ต้องพิมพ์ใบหยิบสินค้าจำนวนมาก
  • มีรายการที่ถูกข้ามหรือหยิบตกหล่นบ่อย
  • จำได้ยากว่างานหยุดไว้ตรงไหน
  • ต้องตรวจสอบชื่อสินค้าและจำนวนซ้ำ ๆ
  • ต้องใช้มือทั้งสองข้างขณะจับสินค้า
  • Excel มีข้อมูลคำสั่งซื้อครบแล้ว แต่งานหน้างานยังทำด้วยมือทั้งหมด

สัญญาณเหล่านี้บ่งชี้ว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวข้อมูลคำสั่งซื้อ

สิ่งที่ขาดไปอาจเป็นการเชื่อมต่อระหว่างคำสั่งซื้อแบบดิจิทัลกับงานจริงหน้างาน

เป็นกระบวนการทำงาน ไม่ใช่แค่การอ่านออกเสียง

การเพิ่มการอ่านข้อความเป็นเสียง (Text-to-Speech) ลงในรายการคำสั่งซื้อ ไม่ได้ทำให้เกิดกระบวนการหยิบสินค้าด้วยเสียงที่ได้ผลโดยอัตโนมัติ

กระบวนการที่ใช้ได้จริงยังต้องตอบคำถามเหล่านี้ด้วย

  • พนักงานต้องทำอะไรต่อไป
  • คำสั่งซื้อควรถูกดำเนินการตามลำดับใด
  • พนักงานยืนยันว่างานเสร็จอย่างไร
  • ถ้าจำนวนเปลี่ยนไปต้องทำอย่างไร
  • ย้อนกลับไปงานก่อนหน้าได้หรือไม่
  • ฟังคำสั่งซ้ำได้หรือไม่
  • ถ้างานถูกขัดจังหวะ ความคืบหน้าจะถูกบันทึกไว้หรือไม่

เสียงเป็นเพียงส่วนติดต่อกับผู้ใช้เท่านั้น

คุณค่าที่แท้จริงเกิดจากการเชื่อมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน

ข้อมูลคำสั่งซื้อ + ลำดับการทำงาน + เสียงนำทาง + การยืนยันเสร็จสิ้น + การติดตามความคืบหน้า

นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนรายการคำสั่งซื้อใน Excel ให้กลายเป็นกระบวนการหยิบสินค้าที่ใช้งานได้จริง

เริ่มจากกระบวนการที่คุณมีอยู่

การเปลี่ยนจากการหยิบสินค้าด้วยกระดาษไปสู่ระบบดิจิทัล ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่

หากธุรกิจของคุณจัดการคำสั่งซื้อด้วย Excel อยู่แล้ว ไฟล์นั้นเองก็เป็นจุดเริ่มต้นได้

เส้นทางที่ทำได้จริงอาจเป็นแบบนี้

Excel + กระดาษ
      ↓
Excel + หยิบสินค้าบนมือถือ
      ↓
Excel + หยิบสินค้าโดยใช้เสียงนำทาง
      ↓
งานจัดส่งที่มีโครงสร้างมากขึ้น
      ↓
เชื่อมต่อ WMS / ERP เมื่อจำเป็น

ประเด็นสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด

คุณสามารถเริ่มปรับปรุงจากส่วนที่ก่อให้เกิดงานซ้ำ ๆ มากที่สุดก่อน

สำหรับทีมจัดส่งขนาดเล็กจำนวนมาก ส่วนนั้นมักเป็นการหยิบและจัดแบ่งสินค้า

หากตอนนี้คำสั่งซื้อของคุณเก็บอยู่ใน Excel ลองเริ่มจากบทความก่อนหน้าของเราเรื่อง วิธีเปลี่ยนรายการคำสั่งซื้อใน Excel ให้เป็นกระบวนการหยิบสินค้า ซึ่งอธิบายวิธีเปลี่ยนจากรายการคำสั่งซื้อในตาราง ไปสู่กระบวนการหยิบสินค้าที่มีโครงสร้าง โดยยังไม่ต้องรีบนำระบบบริหารคลังสินค้าแบบเต็มรูปแบบเข้ามาใช้

ศูนย์ช่วยเหลือ AI

📖 ศูนย์ช่วยเหลือ ChatGPT Gemini